คลินิกความงาม
ศัลยกรรม
และร้านอาหาร

เปิดกลยุทธ์ฝ่า Red Ocean จากหมอความงาม สู่ผู้บริหารหลายธุรกิจ กับคุณหมอเติ้ล อภิรุจ
29 มิ.ย. 2026
3 ธุรกิจนี้ดูเหมือนอยู่คนละโลกกัน แต่มีจุดร่วมเหมือนกันคือ ทั้งหมดอยู่ในตลาดที่แข่งขันสูงมาก หรือที่เรียกว่า “Red Ocean”
Red Ocean เป็นตลาดที่ใคร ๆ ก็บอกว่า ทำยาก เหนื่อย คู่แข่งเยอะ และลูกค้าพร้อมเปลี่ยนใจได้ตลอด
แต่คุณหมอเติ้ล นพ.อภิรุจ ทองวัฒน์ (ว.35438) ผู้ก่อตั้ง THE KLINIQUE กลับกระโดดเข้าไปลุยทั้ง 3 สนามนี้
แต่คุณหมอเติ้ล นพ.อภิรุจ ทองวัฒน์ (ว.35438) ผู้ก่อตั้ง THE KLINIQUE กลับกระโดดเข้าไปลุยทั้ง 3 สนามนี้
จุดเริ่มต้นของคุณหมอเติ้ล ซึ่งจบจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ มองเห็น Pain Point ในการรักษาสิว
ซึ่งในยุคนั้น หลายคลินิกยังใช้วิธีให้ยา ฉีดยา หรือกดสิวเป็นหลัก
ซึ่งในยุคนั้น หลายคลินิกยังใช้วิธีให้ยา ฉีดยา หรือกดสิวเป็นหลัก
คุณหมอเติ้ลจึงเริ่มเปิดคลินิกรักษาสิวในปี 2552 ร่วมกับเพื่อน ๆ ในย่านสยามสแควร์ พร้อมนำเข้าเครื่องฉายแสงจากต่างประเทศ เพื่อสร้างความแตกต่างจากตลาดในเวลานั้น
จากคลินิกเล็ก ๆ วันนั้น THE KLINIQUE ค่อย ๆ เติบโตมาเป็นคลินิกความงามเต็มรูปแบบ
ซึ่งภายใต้ THE KLINIQUE ไม่ได้มีเพียงแบรนด์เดียว
แต่ยังมีอีกหลายแบรนด์ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อจับลูกค้าหลายกลุ่ม หลาย Segment ตั้งแต่วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงกลุ่มพรีเมียม
ไม่ว่าจะเป็น THE KLINIQUE, L.A.B.X, L’CLINIC, Acne Labs และ KLINIQ WELLNESS SPA
แต่ยังมีอีกหลายแบรนด์ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อจับลูกค้าหลายกลุ่ม หลาย Segment ตั้งแต่วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงกลุ่มพรีเมียม
ไม่ว่าจะเป็น THE KLINIQUE, L.A.B.X, L’CLINIC, Acne Labs และ KLINIQ WELLNESS SPA
เพราะคุณหมอเติ้ลมองว่าลูกค้าแต่ละกลุ่มมีไลฟ์สไตล์และ Vibe ไม่เหมือนกัน
บางคนต้องการรักษาสิว
บางคนต้องการดูแลผิว
บางคนต้องการดูแลรูปร่าง
และบางคนต้องการบริการระดับพรีเมียม
บางคนต้องการรักษาสิว
บางคนต้องการดูแลผิว
บางคนต้องการดูแลรูปร่าง
และบางคนต้องการบริการระดับพรีเมียม
จนในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 THE KLINIQUE ก็ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สำเร็จ
ความสำเร็จนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของคลินิกความงาม ที่เติบโตจนเข้าตลาดหุ้น
ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เห็นว่า คุณหมอเติ้ลไม่ได้สร้างแค่ “แบรนด์คลินิก”
แต่กำลังวางธุรกิจให้เป็นระบบ มีหลายแบรนด์ หลายกลุ่มลูกค้า และสามารถขยายต่อได้ในระยะยาว
แต่กำลังวางธุรกิจให้เป็นระบบ มีหลายแบรนด์ หลายกลุ่มลูกค้า และสามารถขยายต่อได้ในระยะยาว
อีกสนามที่ต่อยอดจากฐานความเชี่ยวชาญเดิม คือธุรกิจศัลยกรรมเฉพาะทาง
ผ่าน THE KLINIQUE SURGERY CENTER ศูนย์ศัลยกรรมตกแต่งเฉพาะทาง ที่ดูแลตั้งแต่การปรับรูปหน้า ไปจนถึงรูปร่าง
ผ่าน THE KLINIQUE SURGERY CENTER ศูนย์ศัลยกรรมตกแต่งเฉพาะทาง ที่ดูแลตั้งแต่การปรับรูปหน้า ไปจนถึงรูปร่าง
ซึ่งถ้าคลินิกความงามเป็นตลาดที่ต้องแข่งด้วยผลลัพธ์
ศัลยกรรมก็เป็นตลาดที่ต้องแข่งด้วยความไว้วางใจมากขึ้นไปอีก
ศัลยกรรมก็เป็นตลาดที่ต้องแข่งด้วยความไว้วางใจมากขึ้นไปอีก
เพราะลูกค้าไม่ได้เลือกจากโปรโมชันหรือราคาอย่างเดียว
ต้องเชื่อทั้งฝีมือแพทย์, ความปลอดภัย และมาตรฐานการดูแล
ต้องเชื่อทั้งฝีมือแพทย์, ความปลอดภัย และมาตรฐานการดูแล
พี่เม่าว่า นี่คือจุดที่ทำให้เคสนี้น่าสนใจ
เพราะในตลาด Red Ocean การโตให้ได้ ไม่ใช่แค่มีบริการดี แต่ต้องมีวิธีคิดในการบริหารธุรกิจให้ชัด
และกลยุทธ์ที่เห็นได้ชัด มี 3 เรื่องหลัก ๆ คือ
1. Multi-Brand ไม่ใช้แบรนด์เดียวพูดกับลูกค้าทุกกลุ่ม
แต่สร้างหลายแบรนด์ให้มีจุดยืนของตัวเอง เพื่อจับความต้องการที่แตกต่างกัน
แต่สร้างหลายแบรนด์ให้มีจุดยืนของตัวเอง เพื่อจับความต้องการที่แตกต่างกัน
2. Multi-Segment เข้าใจว่าลูกค้าแต่ละกลุ่มไม่ได้มีโจทย์เหมือนกัน มีไลฟ์สไตล์ต่างกัน บางคนต้องการรักษาสิว ดูแลผิว ปรับเปลี่ยนรูปร่าง หรือต้องการบริการระดับพรีเมียม
3. Multi-Channel การเชื่อมหลายช่องทางเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ
ทั้งสาขา ดิจิทัล และ Membership เพื่อทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ต่อเนื่อง
และมีโอกาสกลับมาใช้บริการซ้ำมากขึ้น
ทั้งสาขา ดิจิทัล และ Membership เพื่อทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ต่อเนื่อง
และมีโอกาสกลับมาใช้บริการซ้ำมากขึ้น
ที่น่าสนใจคือ วิธีคิดแบบนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ธุรกิจความงาม
คุณหมอเติ้ลได้นำกลยุทธ์นี้ไปปรับใช้กับธุรกิจอื่น ๆ ด้วย
คุณหมอเติ้ลได้นำกลยุทธ์นี้ไปปรับใช้กับธุรกิจอื่น ๆ ด้วย
เพราะไม่ว่าจะอยู่ในตลาดไหน
ถ้าเป็น Red Ocean สิ่งสำคัญคือ ต้องเข้าใจลูกค้า สร้างจุดยืนให้ชัด
และทำให้ลูกค้าอยากกลับมาเลือกเราอีกครั้ง
ถ้าเป็น Red Ocean สิ่งสำคัญคือ ต้องเข้าใจลูกค้า สร้างจุดยืนให้ชัด
และทำให้ลูกค้าอยากกลับมาเลือกเราอีกครั้ง
อีกตัวอย่างที่เห็นภาพชัด คือธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นพรีเมียมอย่าง SEKI
ตรงนี้ต้องแยกให้ชัดก่อนว่า SEKI ไม่ได้อยู่ภายใต้ THE KLINIQUE
แต่เป็นอีกธุรกิจที่คุณหมอเติ้ลเข้าไปทำ ที่เริ่มจากความชอบส่วนตัวในอาหารญี่ปุ่น
แล้วค่อย ๆ ต่อยอดมาเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นพรีเมียมภายใต้แบรนด์ SEKI รวมกัน 11 สาขา
SEKI = 8 สาขา
SEKI GRANDE = 1 สาขา
SEKI OMAKASE = 1 สาขา
SEKI HANDROLL = 1 สาขา
ซึ่งต้องแข่งในตลาดร้านอาหาร ที่ Red Ocean ไม่แพ้กัน
SEKI = 8 สาขา
SEKI GRANDE = 1 สาขา
SEKI OMAKASE = 1 สาขา
SEKI HANDROLL = 1 สาขา
ซึ่งต้องแข่งในตลาดร้านอาหาร ที่ Red Ocean ไม่แพ้กัน
เพราะร้านอาหารไม่ได้แข่งแค่เรื่องรสชาติ แต่แข่งทั้งวัตถุดิบ บริการ บรรยากาศ และแบรนด์
และที่สำคัญคือ ทำอย่างไรให้ลูกค้ากลับมาทานซ้ำ
และที่สำคัญคือ ทำอย่างไรให้ลูกค้ากลับมาทานซ้ำ
พอมองรวมกัน คลินิกความงาม, ศัลยกรรม และร้านอาหาร อาจดูเป็นคนละธุรกิจ
แต่มีโจทย์ร่วมกันคือ ต้องทำให้ลูกค้า “เชื่อ” และอยากกลับมาเลือกเราอีกครั้ง
แต่มีโจทย์ร่วมกันคือ ต้องทำให้ลูกค้า “เชื่อ” และอยากกลับมาเลือกเราอีกครั้ง
- คลินิกความงาม ต้องทำให้ลูกค้าเชื่อในผลลัพธ์
- ศัลยกรรม ต้องทำให้ลูกค้าเชื่อในความปลอดภัยและฝีมือ
- ร้านอาหาร ต้องทำให้ลูกค้าเชื่อว่ามื้อนี้คุ้มค่า และอยากกลับมากินซ้ำ
- ศัลยกรรม ต้องทำให้ลูกค้าเชื่อในความปลอดภัยและฝีมือ
- ร้านอาหาร ต้องทำให้ลูกค้าเชื่อว่ามื้อนี้คุ้มค่า และอยากกลับมากินซ้ำ
สุดท้ายพี่เม่าว่า เคสของคุณหมอเติ้ลไม่ได้เป็นแค่เรื่องของหมอความงามที่ทำธุรกิจหลายอย่าง
แต่เป็นเคสของผู้บริหาร ที่เข้าใจว่าการฝ่า Red Ocean ไม่ได้มีแค่ของดี
แต่เป็นเคสของผู้บริหาร ที่เข้าใจว่าการฝ่า Red Ocean ไม่ได้มีแค่ของดี
ต้องเริ่มจากการเข้าใจลูกค้าให้ลึกว่า
- ลูกค้าอยากได้อะไร
- ลูกค้ากังวลเรื่องไหน
- ลูกค้าจะกลับมาเลือกเราอีกเพราะอะไร
- ลูกค้าอยากได้อะไร
- ลูกค้ากังวลเรื่องไหน
- ลูกค้าจะกลับมาเลือกเราอีกเพราะอะไร
ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นตลาดความงาม ศัลยกรรม หรือร้านอาหาร
ธุรกิจที่ใคร ๆ บอกว่าแข่งยาก ก็ยังมีโอกาสสร้างพื้นที่ของตัวเองได้
แบบคุณหมอเติ้ล อภิรุจ ทองวัฒน์ ที่ประสบความสำเร็จใน 3 ธุรกิจ Red Ocean มาจนได้
แบบคุณหมอเติ้ล อภิรุจ ทองวัฒน์ ที่ประสบความสำเร็จใน 3 ธุรกิจ Red Ocean มาจนได้