ถ้าพูดถึง ปาล์มน้ำมัน ภาพจำในหัวของใครหลาย ๆ คนก็คงหนีไม่พ้นขวดน้ำมันพืชในห้องครัวที่เอาไว้ใช้ผัดผักหรือทอดไก่
แต่รู้ไหมว่า นอกจากจะเอาไว้ใช้ทำอาหารแล้ว ปาล์มน้ำมันยังเป็นวัตถุดิบสำคัญในอีกหลากหลายอุตสาหกรรมอีกด้วย
เพื่อให้เห็นชัด ๆ พี่เม่าเลยขออาสาพาไปแยกส่วนทะลายปาล์มให้ดูว่า แต่ละส่วนสามารถนำไปแปรรูปออกมาเป็นผลิตภัณฑ์อะไรได้บ้าง ?
1. น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) วัตถุดิบตั้งต้นสารพัดประโยชน์ ที่นำไปกลั่นเป็นน้ำมันพืช หรือผสมเป็นน้ำมันไบโอดีเซล เป็นเชื้อเพลิงให้รถยนต์และเครื่องบิน
2. น้ำมันเมล็ดในปาล์ม (CPKO) วัตถุดิบตั้งต้นของ เนยเทียม ครีมเทียม ไปจนถึงสบู่ และเครื่องสำอาง
3. ผลพลอยได้อื่น ๆ เช่น กะลาปาล์ม ทะลายเปล่า และเส้นใยปาล์ม ที่นำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยบำรุงดิน หรือเชื้อเพลิงชีวมวล
4. น้ำเสียจากกระบวนการสกัดปาล์ม ที่สามารถนำไปหมักเป็นก๊าซชีวภาพ (Biogas) เพื่อผลิตไฟฟ้ากลับมาขายต่อได้
จากกระบวนการทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ทะลายปาล์ม 1 ทะลาย สามารถนำไปแปรรูปและใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่มีส่วนใดเหลือทิ้งทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร พลังงาน และเคมีภัณฑ์
จึงไม่น่าแปลกใจที่ความต้องการของตลาดโลกจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี
แต่ปัญหาคือมีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้น ที่สามารถผลิตและส่งออกน้ำมันปาล์มดิบได้
เนื่องจากปาล์มน้ำมันไม่ใช่พืชที่จะปลูกที่ไหนก็ได้ในโลก และต่อให้ปลูกสำเร็จผลผลิตส่วนใหญ่ก็จะถูกนำไปใช้รองรับความต้องการในประเทศเป็นหลักก่อน
ส่วนประเทศไทย แม้จะมีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบมากกว่า 150 แห่งและสามารถส่งออกน้ำมันปาล์มดิบได้เป็นอันดับ 3 ของโลก
แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกโรงงานจะมีศักยภาพมากพอ ทั้งความพร้อมด้านการผลิต มาตรฐานสินค้าและการควบคุมคุณภาพที่พร้อมจะโกอินเตอร์ ทำให้แม้จะมีโรงสกัดจำนวนมาก แต่ก็มีผู้ประกอบการที่สามารถส่งออกได้จริงเพียงไม่กี่ราย
โดยหนึ่งในผู้ประกอบการเหล่านั้นก็คือ บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ PHAT โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มเล็ก ๆ ที่ไม่ได้อยากหยุดอยู่แค่การผลิตเพื่อป้อนความต้องการน้ำมันปาล์มในประเทศเพียงอย่างเดียว
แต่เลือกขยายน่านน้ำออกไปให้ไกลกว่าเดิม จนยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) รายใหม่ของไทย ที่มีรายได้และกำไรเติบโตอย่างก้าวกระโดด และกำลังจะเข้า IPO
แม้ว่าในตลาดโลก PHAT จะเป็นเพียงผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบหน้าใหม่ แต่พี่เม่าขอบอกไว้เลยว่าในวงการน้ำมันปาล์ม PHAT คือตัวตึงที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี
โดยจุดเริ่มต้นของ PHAT เกิดจาก คุณสมนึก จันทวงศ์ ผู้บริหารบริษัทวิศวกรรม ที่ให้คำปรึกษาด้านการออกแบบและวางระบบโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบมานานกว่า 30 ปี
โรงสกัดหลาย ๆ แห่งในภาคใต้ก็ล้วนมี คุณสมนึกและทีมอยู่เบื้องหลัง คอยช่วยในการออกแบบและก่อสร้างโรงงานสกัดขึ้นมา ก่อนที่จะนำความเชี่ยวชาญมาต่อยอดและสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง
โดยลักษณะธุรกิจคร่าว ๆ ของ PHAT ก็คือ การรับซื้อทะลายปาล์มสดจากเกษตรกรและลานเทในพื้นที่จังหวัดกระบี่และจังหวัดใกล้เคียง ก่อนจะนำมาผ่านกระบวนการสกัดให้กลายเป็นน้ำมันปาล์มดิบ และผลิตภัณฑ์พลอยได้อื่น ๆ เพื่อนำไปขายต่อ
ถึงลักษณะธุรกิจฟังดูง่าย แต่ก็ปราบเซียนมาแล้วหลายบริษัท เพราะธรรมชาติของสินค้าโภคภัณฑ์ราคาที่รับซื้อวัตถุดิบเข้ามา กับราคาผลิตภัณฑ์ที่สกัดและขายออกไป มักจะไม่ได้ปรับตัวไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป
โดยเฉพาะในช่วงที่ผลปาล์มขาดตลาด โรงสกัดต้องแข่งกันรับซื้อ จนราคาวัตถุดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับราคาขายน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่ปรับตัวช้ากว่า
จนเกิดเป็นช่องว่างราคาชั่วคราวที่โรงสกัดต้องแบกต้นทุนสูง โดยไม่สามารถผลักภาระไปยังราคาขายได้ทันที และกดดันความสามารถในการทำกำไรในระยะสั้น
PHAT จึงแก้โจทย์นี้ ด้วยการลงทุนสร้างถังเก็บน้ำมันปาล์มดิบขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสต๊อกและการส่งมอบสินค้า
การสร้างถังเก็บน้ำมันปาล์มดิบขนาดใหญ่ ถือเป็น Game Changer ครั้งสำคัญที่ช่วยให้ PHAT มีแต้มต่อมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเร่งขายสินค้าออกไปในช่วงที่ราคายังไม่สะท้อนต้นทุนอย่างเหมาะสม
แถมยังช่วยให้ PHAT สามารถเพิ่มกำลังการผลิตมากขึ้น จนมี Economies of Scale ที่ดีขึ้น และที่สำคัญคือช่วยให้บริหารสต๊อกสินค้าได้มากพอ จนสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้อีกด้วย
สะท้อนออกมาในผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปีล่าสุดของ PHAT ที่รายได้และกำไรทยอยปรับตัวดีขึ้น
ปี 2566 รายได้รวม 1,618 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 6 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้รวม 1,627 ล้านบาท กำไรสุทธิ 45 ล้านบาท
ปี 2568 รายได้รวม 2,372 ล้านบาท กำไรสุทธิ 109 ล้านบาท
โดยเฉพาะในปี 2568 ที่รายได้และกำไร เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสาเหตุหลักก็มากจากที่ PHAT เริ่มส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปขายเองในตลาดโลกได้
ทำให้ PHAT สามารถเข้าถึงลูกค้าที่กว้างมากขึ้น และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศเพียงช่องทางเดียว
สำหรับการ IPO ในครั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของ PHAT คือการนำเงินระดมทุนไปต่อยอดการเติบโตของธุรกิจในผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น
การสร้างโรงงานสกัดน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (CPKO) ที่จะแล้วเสร็จในครึ่งปีแรกของปี 2570 ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง เคมีภัณฑ์ และมีราคาขายสูงกว่าน้ำมันปาล์มดิบ (CPO)
ควบคู่ไปกับการลงทุนสร้างถังหมักก๊าซชีวภาพ (Biogas) เพื่อนำของเสียในระบบมาต่อยอดเป็นพลังงานสะอาด พร้อมกับสร้างช่องทางรายได้ใหม่ จากการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะเข้ามาช่วยเพิ่มทั้งรายได้ และยกระดับภาพลักษณ์ด้าน ESG ขององค์กร
สำหรับนักลงทุนคนไหนที่เห็นโอกาส และอยากเติบโตไปกับโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันดาวรุ่ง อย่าง PHAT ก็อย่าลืมเข้าไปศึกษาข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมใน Filing ก่อนตัดสินใจลงทุน


























