Home Blog

ส่องโอกาสเติบโตของ PHAT ผู้สกัดน้ำมันปาล์มดิบไทย ที่ซ่อนโอกาสเติบโตไปกับน้ำมันปาล์มดิบโลก

ถ้าพูดถึง ปาล์มน้ำมัน ภาพจำในหัวของใครหลาย ๆ คนก็คงหนีไม่พ้นขวดน้ำมันพืชในห้องครัวที่เอาไว้ใช้ผัดผักหรือทอดไก่

แต่รู้ไหมว่า นอกจากจะเอาไว้ใช้ทำอาหารแล้ว ปาล์มน้ำมันยังเป็นวัตถุดิบสำคัญในอีกหลากหลายอุตสาหกรรมอีกด้วย

เพื่อให้เห็นชัด ๆ พี่เม่าเลยขออาสาพาไปแยกส่วนทะลายปาล์มให้ดูว่า แต่ละส่วนสามารถนำไปแปรรูปออกมาเป็นผลิตภัณฑ์อะไรได้บ้าง ?

1. น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) วัตถุดิบตั้งต้นสารพัดประโยชน์ ที่นำไปกลั่นเป็นน้ำมันพืช หรือผสมเป็นน้ำมันไบโอดีเซล เป็นเชื้อเพลิงให้รถยนต์และเครื่องบิน

2. น้ำมันเมล็ดในปาล์ม (CPKO) วัตถุดิบตั้งต้นของ เนยเทียม ครีมเทียม ไปจนถึงสบู่ และเครื่องสำอาง

3. ผลพลอยได้อื่น ๆ เช่น กะลาปาล์ม ทะลายเปล่า และเส้นใยปาล์ม ที่นำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยบำรุงดิน หรือเชื้อเพลิงชีวมวล

4. น้ำเสียจากกระบวนการสกัดปาล์ม ที่สามารถนำไปหมักเป็นก๊าซชีวภาพ (Biogas) เพื่อผลิตไฟฟ้ากลับมาขายต่อได้

จากกระบวนการทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ทะลายปาล์ม 1 ทะลาย สามารถนำไปแปรรูปและใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่มีส่วนใดเหลือทิ้งทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร พลังงาน และเคมีภัณฑ์

จึงไม่น่าแปลกใจที่ความต้องการของตลาดโลกจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี

แต่ปัญหาคือมีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้น ที่สามารถผลิตและส่งออกน้ำมันปาล์มดิบได้

เนื่องจากปาล์มน้ำมันไม่ใช่พืชที่จะปลูกที่ไหนก็ได้ในโลก และต่อให้ปลูกสำเร็จผลผลิตส่วนใหญ่ก็จะถูกนำไปใช้รองรับความต้องการในประเทศเป็นหลักก่อน

ส่วนประเทศไทย แม้จะมีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบมากกว่า 150 แห่งและสามารถส่งออกน้ำมันปาล์มดิบได้เป็นอันดับ 3 ของโลก

แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกโรงงานจะมีศักยภาพมากพอ ทั้งความพร้อมด้านการผลิต มาตรฐานสินค้าและการควบคุมคุณภาพที่พร้อมจะโกอินเตอร์ ทำให้แม้จะมีโรงสกัดจำนวนมาก แต่ก็มีผู้ประกอบการที่สามารถส่งออกได้จริงเพียงไม่กี่ราย

โดยหนึ่งในผู้ประกอบการเหล่านั้นก็คือ บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ PHAT โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มเล็ก ๆ ที่ไม่ได้อยากหยุดอยู่แค่การผลิตเพื่อป้อนความต้องการน้ำมันปาล์มในประเทศเพียงอย่างเดียว

แต่เลือกขยายน่านน้ำออกไปให้ไกลกว่าเดิม จนยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) รายใหม่ของไทย ที่มีรายได้และกำไรเติบโตอย่างก้าวกระโดด และกำลังจะเข้า IPO

แม้ว่าในตลาดโลก PHAT จะเป็นเพียงผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบหน้าใหม่ แต่พี่เม่าขอบอกไว้เลยว่าในวงการน้ำมันปาล์ม PHAT คือตัวตึงที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี

โดยจุดเริ่มต้นของ PHAT เกิดจาก คุณสมนึก จันทวงศ์ ผู้บริหารบริษัทวิศวกรรม ที่ให้คำปรึกษาด้านการออกแบบและวางระบบโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบมานานกว่า 30 ปี

โรงสกัดหลาย ๆ แห่งในภาคใต้ก็ล้วนมี คุณสมนึกและทีมอยู่เบื้องหลัง คอยช่วยในการออกแบบและก่อสร้างโรงงานสกัดขึ้นมา ก่อนที่จะนำความเชี่ยวชาญมาต่อยอดและสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง

โดยลักษณะธุรกิจคร่าว ๆ ของ PHAT ก็คือ การรับซื้อทะลายปาล์มสดจากเกษตรกรและลานเทในพื้นที่จังหวัดกระบี่และจังหวัดใกล้เคียง ก่อนจะนำมาผ่านกระบวนการสกัดให้กลายเป็นน้ำมันปาล์มดิบ และผลิตภัณฑ์พลอยได้อื่น ๆ เพื่อนำไปขายต่อ

ถึงลักษณะธุรกิจฟังดูง่าย แต่ก็ปราบเซียนมาแล้วหลายบริษัท เพราะธรรมชาติของสินค้าโภคภัณฑ์ราคาที่รับซื้อวัตถุดิบเข้ามา กับราคาผลิตภัณฑ์ที่สกัดและขายออกไป มักจะไม่ได้ปรับตัวไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป

โดยเฉพาะในช่วงที่ผลปาล์มขาดตลาด โรงสกัดต้องแข่งกันรับซื้อ จนราคาวัตถุดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับราคาขายน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่ปรับตัวช้ากว่า

จนเกิดเป็นช่องว่างราคาชั่วคราวที่โรงสกัดต้องแบกต้นทุนสูง โดยไม่สามารถผลักภาระไปยังราคาขายได้ทันที และกดดันความสามารถในการทำกำไรในระยะสั้น

PHAT จึงแก้โจทย์นี้ ด้วยการลงทุนสร้างถังเก็บน้ำมันปาล์มดิบขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสต๊อกและการส่งมอบสินค้า

การสร้างถังเก็บน้ำมันปาล์มดิบขนาดใหญ่ ถือเป็น Game Changer ครั้งสำคัญที่ช่วยให้ PHAT มีแต้มต่อมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเร่งขายสินค้าออกไปในช่วงที่ราคายังไม่สะท้อนต้นทุนอย่างเหมาะสม

แถมยังช่วยให้ PHAT สามารถเพิ่มกำลังการผลิตมากขึ้น จนมี Economies of Scale ที่ดีขึ้น และที่สำคัญคือช่วยให้บริหารสต๊อกสินค้าได้มากพอ จนสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้อีกด้วย

สะท้อนออกมาในผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปีล่าสุดของ PHAT ที่รายได้และกำไรทยอยปรับตัวดีขึ้น

ปี 2566 รายได้รวม 1,618 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 6 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้รวม 1,627 ล้านบาท กำไรสุทธิ 45 ล้านบาท
ปี 2568 รายได้รวม 2,372 ล้านบาท กำไรสุทธิ 109 ล้านบาท

โดยเฉพาะในปี 2568 ที่รายได้และกำไร เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสาเหตุหลักก็มากจากที่ PHAT เริ่มส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปขายเองในตลาดโลกได้

ทำให้ PHAT สามารถเข้าถึงลูกค้าที่กว้างมากขึ้น และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศเพียงช่องทางเดียว

สำหรับการ IPO ในครั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของ PHAT คือการนำเงินระดมทุนไปต่อยอดการเติบโตของธุรกิจในผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น

การสร้างโรงงานสกัดน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (CPKO) ที่จะแล้วเสร็จในครึ่งปีแรกของปี 2570 ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง เคมีภัณฑ์ และมีราคาขายสูงกว่าน้ำมันปาล์มดิบ (CPO)

ควบคู่ไปกับการลงทุนสร้างถังหมักก๊าซชีวภาพ (Biogas) เพื่อนำของเสียในระบบมาต่อยอดเป็นพลังงานสะอาด พร้อมกับสร้างช่องทางรายได้ใหม่ จากการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะเข้ามาช่วยเพิ่มทั้งรายได้ และยกระดับภาพลักษณ์ด้าน ESG ขององค์กร

สำหรับนักลงทุนคนไหนที่เห็นโอกาส และอยากเติบโตไปกับโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันดาวรุ่ง อย่าง PHAT ก็อย่าลืมเข้าไปศึกษาข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมใน Filing ก่อนตัดสินใจลงทุน

เจาะลึกกองทุน M-MEM เมื่อ Memory Chip กลายเป็นชิ้นส่วนที่ AI ขาดไม่ได้

ถ้าเศรษฐกิจโลกยุคก่อน ถูกขับเคลื่อนด้วยน้ำมัน
จนประเทศที่มีทรัพยากรพลังงาน กลายเป็นผู้เล่นสำคัญของโลก

เศรษฐกิจโลกยุคต่อไป อาจถูกขับเคลื่อนด้วย AI

เพราะ AI ที่ฉลาดมากขึ้น กำลังเข้าไปอยู่ในทุกอย่าง
ตั้งแต่แชตบอต เขียนโค้ด วิเคราะห์ข้อมูล
ไปจนถึงหุ่นยนต์ รถยนต์อัจฉริยะ และ Data Center

เบื้องหลัง AI ที่ฉลาดขึ้น ไม่ได้มีแค่ “GPU” เพียงอย่างเดียว
แต่ยังมีอีกชิ้นส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้สูงขึ้น

นั่นคือ “Memory Chip” หรือชิปหน่วยความจำ
ที่มีหน้าที่หลักคือ ช่วยเก็บ, พัก และส่งข้อมูลให้ชิปประมวลผลนำไปใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

พูดง่าย ๆ คือ ต่อให้ AI จะมีสมองที่เก่งแค่ไหน
ถ้าความจำไม่เร็วพอ ใหญ่พอ และส่งข้อมูลให้สมองได้ไม่ทัน
AI ก็อาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

นี่คือเหตุผลที่เมื่อ AI ยิ่งโต Memory Chip ยิ่งกลายเป็นชิ้นส่วนที่ AI ขาดไม่ได้

และหนึ่งในทางเลือกสำหรับการลงทุนในธีมนี้คือ กองทุน M-MEM
หรือกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี เมมโมรี่ ชิป อิควิตี้ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย

ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม Memory Chip และ Semiconductor
มีจุดเด่นคือการลงทุนแบบ Active ที่ไม่ได้กระจายลงทุนกว้าง ๆ ทั้งอุตสาหกรรม

แต่คัดเลือกหุ้นเด่นทั่วโลก ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมนี้ทั้งหมด
โดยกองทุนจะคัดหุ้นจากตลาดหลักทรัพย์ชั้นนำทั่วโลก
เน้นบริษัทขนาดใหญ่ มีมูลค่าตลาดมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสภาพคล่องสูง

จากนั้นคัดเข้าพอร์ตแบบเข้มข้น ประมาณ 7-10 บริษัท

โดยแต่ละบริษัทมีน้ำหนักลงทุนไม่เกิน 15% ของพอร์ต

ตัวอย่างหุ้นในพอร์ต เช่น
– Samsung Electronics และ SK Hynix สองยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ ผู้ครองตลาด DRAM และ HBM
– Micron Technology ผู้นำและผุ้ครองตลาด DRAM และHBM ในธุรกิจชิปหน่วยความจำจากฝั่งสหรัฐฯ
– Kioxia Holdings บริษัทญี่ปุ่นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีหน่วยความจำ NAND Flash
– Intel เจ้าตลาดชิปประมวลผล CPU และกำลังรุกเข้าสู่ธุรกิจรับจ้างผลิตชิป
– SanDisk ผู้เชี่ยวชาญด้าน Flash Storage

กองทุนนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเกาะธีม Memory Supercycle หรือรอบขาขึ้นครั้งใหญ่ของชิปหน่วยความจำ
ที่ได้แรงหนุนจาก AI และ Data Center โดยตรง

แต่เพราะอุตสาหกรรมชิปเปลี่ยนเร็ว ทั้งเรื่องเทคโนโลยี ความต้องการของลูกค้า และความสามารถในการผลิตของแต่ละบริษัท

จึงมีการติดตามหุ้นในพอร์ตอย่างต่อเนื่อง และมีการ Rebalance พอร์ตอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
เพื่อให้พอร์ตยังเกาะอยู่กับบริษัทที่มีโอกาสได้ประโยชน์จาก ธีม Memory Chip ได้ดีที่สุด

ด้วยความที่กองทุนนี้ลงทุนแบบเข้มข้น และโฟกัสหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเพียงบางกลุ่ม

กองทุน M-MEM จึงเป็นกองทุนที่เสนอขายเฉพาะ ผู้มีเงินลงทุนสูง
โดยลงทุนครั้งแรกขั้นต่ำ 500,000 บาท
และครั้งถัดไปขั้นต่ำ 1,000 บาท

สำหรับคนที่เชื่อว่า AI ยังเป็นเมกะเทรนด์ระยะยาว
และ Memory Chip คือชิ้นส่วนสำคัญที่ AI ขาดไม่ได้

M-MEM จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ในการลงทุนกับผู้นำธุรกิจหน่วยความจำระดับโลก

ร่วมเป็นเจ้าของผู้นำธุรกิจหน่วยความจำที่ AI ขาดไม่ได้ ซื้อกองทุนนี้ ได้ที่ WealthX

สนับสนุนโดย บลจ.เอ็มเอฟซี

คำเตือน : กองทุนรวมนี้เสนอขายเฉพาะผู้มีเงินลงทุนสูง กองทุนลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมเทคโนโลยี จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

กองทุนป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด (fully hedged) การทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยง อาจมีต้นทุน ซึ่งทำให้ผลตอบแทนของกองทุน โดยรวมลดลงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC Asset Management PCL

จัดทำขึ้น ณ วันที่ 2 ก.ค. 69

ลงทุนตลาดหุ้นยุคนี้ ใคร ๆ ก็ต้องเกาะเมกะเทรนด์ เอไอ

แต่รู้ไหมว่า ในไทยก็ไม่น้อยหน้า เพราะเราก็มีตลาด “เอ็ม เอไอ” (mai) เหมือนกัน 😂

แต่พูดเป็นเล่นไป.. ภายใต้ตลาด mai ที่มีบริษัทจดทะเบียนอยู่ถึง 229 บริษัท
พี่เม่าอยากบอกว่า ในนั้นมี “โอกาสทอง” ซ่อนอยู่เพียบ !

ถ้าอยากแกะรอยหาหุ้นเติบโตชั้นดี ต้องห้ามพลาดงาน mai Forum 2026 มหกรรมรวมพลังคน mai ครั้งที่ 10
ภายใต้ธีม “Discovering The Golden Opportunities เฟ้นหาโอกาสทอง พลิกมุมมองการลงทุน”

🔥 ไฮไลต์เด็ดในงานที่ไม่ควรพลาด
ได้พบปะกับผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai กว่า 100 บริษัทแล้ว
ไฮไลต์บนเวทีสัมมนาก็มีความเข้มข้น Organized Session by ลงทุนแมน

พบกับ 7 Sessions สำคัญบนเวที ที่จะมาถ่ายทอดและเจาะลึกบทเรียนทางธุรกิจจากประสบการณ์จริงโดยผู้บริหาร นักลงทุน นักวิเคราะห์ระดับชั้นนำของประเทศไทย เพื่อให้นักลงทุนทุกท่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้ และต่อยอดกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

📅พบกันวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569
⏰เวลา 09.00 – 18.00 น.
📍ณ ห้องบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์

👉เข้าร่วมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
ลงทะเบียนล่วงหน้า ที่ลิงก์นี้ https://evcnx.co/mai2026

แล้วพบกันที่งาน
#maiFORUM2026

บอกลาทุกความยุ่งยาก ให้ B-WEALTH เลือกลงทุนในกองทุนรวมแทนคุณในกองเดียว

#BWEALTH #BWEALTHSeries #BBLAM #BualuangFund

เส้นทางของการลงทุนไม่เคยง่าย โดยเฉพาะมือใหม่ ที่กำลังเริ่มต้นออกเดินทาง เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ไม่มีเวลาและความมั่นใจ แถมยังต้องมานั่งเลือกกองทุนเองท่ามกลางตัวเลือกเป็นหมื่นกอง

จนสุดท้ายกลายเป็นซื้อกองทุนซ้ำซ้อน แถมยังต้องเจอกับความวุ่นวายสลับหลายแอปเพื่อเช็กพอร์ต

จะดีกว่าไหม ถ้ามีกองทุนที่เปลี่ยนทุกความยุ่งยากให้เป็นเรื่องง่าย

กองทุนกลุ่ม B-WEALTH ซีรีส์ที่แก้ทุก Pain Point ของการลงทุน

– คัดสรรและกระจายสินทรัพย์ระดับโลกมาให้เสร็จสรรพ ช่วยให้เงินทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
– ตลาดผันผวนแค่ไหนก็ไม่ต้องนั่งเฝ้า เพราะมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยมอนิเตอร์และปรับสัดส่วนสินทรัพย์ให้โดยอัตโนมัติตามนโยบายและกลยุทธ์การลงทุน
– ไม่คิดค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ซ้ำซ้อน เมื่อลงทุนผ่านกองทุนรวมใน บลจ. เดียวกัน และไม่คิด Front-End Fee หรือ Exit Fee เมื่อปรับสัดส่วนในกองทุนกลุ่ม B-WEALTH ซีรีส์ให้เงินทุนเติบโตได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

มาเริ่มต้นออกเดินทางสู่ความมั่งคั่งไปพร้อมกันกับ B-WEALTH ได้เลย

#MAOxBBLAM

คำเตือน : การลงทุนมิใช่การฝากเงินและมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินลงทุนคืนเต็มจำนวนเมื่อไถ่ถอน (ไม่คุ้มครองเงินต้น) / ผู้ลงทุนต้องศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า ข้อมูลสำคัญ นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน / กองทุนที่มีการลงทุนในต่างประเทศมิได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด ทั้งนี้อยู่ในดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ดังนั้นผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในกองทุนดังกล่าว หรืออาจได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

เปิดกลยุทธ์ฝ่า Red Ocean จากหมอความงาม สู่ผู้บริหารหลายธุรกิจ กับคุณหมอเติ้ล อภิรุจ

คลินิกความงาม
ศัลยกรรม
และร้านอาหาร

3 ธุรกิจนี้ดูเหมือนอยู่คนละโลกกัน แต่มีจุดร่วมเหมือนกันคือ ทั้งหมดอยู่ในตลาดที่แข่งขันสูงมาก หรือที่เรียกว่า “Red Ocean”

Red Ocean เป็นตลาดที่ใคร ๆ ก็บอกว่า ทำยาก เหนื่อย คู่แข่งเยอะ และลูกค้าพร้อมเปลี่ยนใจได้ตลอด
แต่คุณหมอเติ้ล นพ.อภิรุจ ทองวัฒน์ (ว.35438) ผู้ก่อตั้ง THE KLINIQUE กลับกระโดดเข้าไปลุยทั้ง 3 สนามนี้

จุดเริ่มต้นของคุณหมอเติ้ล ซึ่งจบจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ มองเห็น Pain Point ในการรักษาสิว
ซึ่งในยุคนั้น หลายคลินิกยังใช้วิธีให้ยา ฉีดยา หรือกดสิวเป็นหลัก

คุณหมอเติ้ลจึงเริ่มเปิดคลินิกรักษาสิวในปี 2552 ร่วมกับเพื่อน ๆ ในย่านสยามสแควร์ พร้อมนำเข้าเครื่องฉายแสงจากต่างประเทศ เพื่อสร้างความแตกต่างจากตลาดในเวลานั้น

จากคลินิกเล็ก ๆ วันนั้น THE KLINIQUE ค่อย ๆ เติบโตมาเป็นคลินิกความงามเต็มรูปแบบ

ซึ่งภายใต้ THE KLINIQUE ไม่ได้มีเพียงแบรนด์เดียว
แต่ยังมีอีกหลายแบรนด์ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อจับลูกค้าหลายกลุ่ม หลาย Segment ตั้งแต่วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงกลุ่มพรีเมียม
ไม่ว่าจะเป็น THE KLINIQUE, L.A.B.X, L’CLINIC, Acne Labs และ KLINIQ WELLNESS SPA

เพราะคุณหมอเติ้ลมองว่าลูกค้าแต่ละกลุ่มมีไลฟ์สไตล์และ Vibe ไม่เหมือนกัน
บางคนต้องการรักษาสิว
บางคนต้องการดูแลผิว
บางคนต้องการดูแลรูปร่าง
และบางคนต้องการบริการระดับพรีเมียม

จนในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 THE KLINIQUE ก็ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สำเร็จ

ความสำเร็จนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของคลินิกความงาม ที่เติบโตจนเข้าตลาดหุ้น

ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เห็นว่า คุณหมอเติ้ลไม่ได้สร้างแค่ “แบรนด์คลินิก”
แต่กำลังวางธุรกิจให้เป็นระบบ มีหลายแบรนด์ หลายกลุ่มลูกค้า และสามารถขยายต่อได้ในระยะยาว

อีกสนามที่ต่อยอดจากฐานความเชี่ยวชาญเดิม คือธุรกิจศัลยกรรมเฉพาะทาง
ผ่าน THE KLINIQUE SURGERY CENTER ศูนย์ศัลยกรรมตกแต่งเฉพาะทาง ที่ดูแลตั้งแต่การปรับรูปหน้า ไปจนถึงรูปร่าง

ซึ่งถ้าคลินิกความงามเป็นตลาดที่ต้องแข่งด้วยผลลัพธ์
ศัลยกรรมก็เป็นตลาดที่ต้องแข่งด้วยความไว้วางใจมากขึ้นไปอีก

เพราะลูกค้าไม่ได้เลือกจากโปรโมชันหรือราคาอย่างเดียว
ต้องเชื่อทั้งฝีมือแพทย์, ความปลอดภัย และมาตรฐานการดูแล

พี่เม่าว่า นี่คือจุดที่ทำให้เคสนี้น่าสนใจ

เพราะในตลาด Red Ocean การโตให้ได้ ไม่ใช่แค่มีบริการดี แต่ต้องมีวิธีคิดในการบริหารธุรกิจให้ชัด

และกลยุทธ์ที่เห็นได้ชัด มี 3 เรื่องหลัก ๆ คือ

1. Multi-Brand ไม่ใช้แบรนด์เดียวพูดกับลูกค้าทุกกลุ่ม
แต่สร้างหลายแบรนด์ให้มีจุดยืนของตัวเอง เพื่อจับความต้องการที่แตกต่างกัน

2. Multi-Segment เข้าใจว่าลูกค้าแต่ละกลุ่มไม่ได้มีโจทย์เหมือนกัน มีไลฟ์สไตล์ต่างกัน บางคนต้องการรักษาสิว ดูแลผิว ปรับเปลี่ยนรูปร่าง หรือต้องการบริการระดับพรีเมียม

3. Multi-Channel การเชื่อมหลายช่องทางเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ
ทั้งสาขา ดิจิทัล และ Membership เพื่อทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ต่อเนื่อง
และมีโอกาสกลับมาใช้บริการซ้ำมากขึ้น

ที่น่าสนใจคือ วิธีคิดแบบนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ธุรกิจความงาม
คุณหมอเติ้ลได้นำกลยุทธ์นี้ไปปรับใช้กับธุรกิจอื่น ๆ ด้วย

เพราะไม่ว่าจะอยู่ในตลาดไหน
ถ้าเป็น Red Ocean สิ่งสำคัญคือ ต้องเข้าใจลูกค้า สร้างจุดยืนให้ชัด
และทำให้ลูกค้าอยากกลับมาเลือกเราอีกครั้ง

อีกตัวอย่างที่เห็นภาพชัด คือธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นพรีเมียมอย่าง SEKI

ตรงนี้ต้องแยกให้ชัดก่อนว่า SEKI ไม่ได้อยู่ภายใต้ THE KLINIQUE

แต่เป็นอีกธุรกิจที่คุณหมอเติ้ลเข้าไปทำ ที่เริ่มจากความชอบส่วนตัวในอาหารญี่ปุ่น

แล้วค่อย ๆ ต่อยอดมาเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นพรีเมียมภายใต้แบรนด์ SEKI รวมกัน 11 สาขา
SEKI = 8 สาขา
SEKI GRANDE = 1 สาขา
SEKI OMAKASE = 1 สาขา
SEKI HANDROLL = 1 สาขา

ซึ่งต้องแข่งในตลาดร้านอาหาร ที่ Red Ocean ไม่แพ้กัน

เพราะร้านอาหารไม่ได้แข่งแค่เรื่องรสชาติ แต่แข่งทั้งวัตถุดิบ บริการ บรรยากาศ และแบรนด์
และที่สำคัญคือ ทำอย่างไรให้ลูกค้ากลับมาทานซ้ำ

พอมองรวมกัน คลินิกความงาม, ศัลยกรรม และร้านอาหาร อาจดูเป็นคนละธุรกิจ
แต่มีโจทย์ร่วมกันคือ ต้องทำให้ลูกค้า “เชื่อ” และอยากกลับมาเลือกเราอีกครั้ง

– คลินิกความงาม ต้องทำให้ลูกค้าเชื่อในผลลัพธ์
– ศัลยกรรม ต้องทำให้ลูกค้าเชื่อในความปลอดภัยและฝีมือ
– ร้านอาหาร ต้องทำให้ลูกค้าเชื่อว่ามื้อนี้คุ้มค่า และอยากกลับมากินซ้ำ

สุดท้ายพี่เม่าว่า เคสของคุณหมอเติ้ลไม่ได้เป็นแค่เรื่องของหมอความงามที่ทำธุรกิจหลายอย่าง
แต่เป็นเคสของผู้บริหาร ที่เข้าใจว่าการฝ่า Red Ocean ไม่ได้มีแค่ของดี

ต้องเริ่มจากการเข้าใจลูกค้าให้ลึกว่า
– ลูกค้าอยากได้อะไร
– ลูกค้ากังวลเรื่องไหน
– ลูกค้าจะกลับมาเลือกเราอีกเพราะอะไร

ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นตลาดความงาม ศัลยกรรม หรือร้านอาหาร

ธุรกิจที่ใคร ๆ บอกว่าแข่งยาก ก็ยังมีโอกาสสร้างพื้นที่ของตัวเองได้
แบบคุณหมอเติ้ล อภิรุจ ทองวัฒน์ ที่ประสบความสำเร็จใน 3 ธุรกิจ Red Ocean มาจนได้

กองทุนเดียวจบ AI ทุกคอขวด มาแล้วกับ KT-BAI เป็นเจ้าของ Claude และ ChatGPT ก่อน IPO ด้วย

กองทุนเดียวจบ AI ทุกคอขวด มาแล้วกับ KT-BAI เป็นเจ้าของ Claude และ ChatGPT ก่อน IPO ด้วย

IPO 29 มิ.ย. – 3 ก.ค. นี้ เตรียมพบกับกองทุน SERIES X™ ค่าจัดการต่ำ ชื่อ KT-BAI โอกาสการลงทุน “ครบทุกคอขวด” ในซัปพลายเชน AI ทุกระดับ แบบ Full Stack ทั่วโลก ในกองทุนเดียว ซื้อได้ที่ WealthX โหลดแอปได้ที่ https://www.wealthx.co/getapp

กองทุนนี้บริหารจัดการลงทุนแบบ Active เพื่อให้ตรงกับ Cycle ของเมกะเทรนด์ โดย BlackRock ทีมงานมืออาชีพระดับโลก

✅กองทุนแรกในไทย ลงทุนครบทุกคอขวด AI ทั่วโลก
✅ลงทุนตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ชิป คลาวด์ ซอฟต์แวร์ โมเดล ไปจนถึงหุ่นยนต์ AI
✅ลงทุนใน Claude และ ChatGPT ก่อน IPO
✅บริหารแบบ Active เพื่อให้ตรงกับ Cycle โดย BlackRock
✅อยู่ใน SERIES X™ ค่าจัดการต่ำ ซื้อได้ที่ WealthX

ยกเว้นภาษี Capital Gain สูงสุด 35%
ไม่เสียภาษีมรดกสหรัฐฯ สูงสุด 40%

โปรโมชันช่วง IPO 29 มิ.ย. – 3 ก.ค. 69
ซื้อ 10,000 บาทขึ้นไป ได้รับเพิ่มกองทุน KT-BAI มูลค่า 5% ของค่าธรรมเนียมซื้อ
ซื้อ 2 ล้านบาทขึ้นไป ได้รับเพิ่มกองทุน KT-BAI มูลค่า 10% ของค่าธรรมเนียมซื้อ
(ได้รับกองทุนเพิ่มในวันที่ 5 ส.ค. 69 และอ้างอิง NAV กองทุนในวันนั้น และไม่เกิน 0.2% ของยอดเงินลงทุนตามเกณฑ์ AIMC)

แล้วกองทุนนี้ลงทุนในหุ้น AI อะไรบ้าง ?
คำตอบก็คือ ไล่ตั้งแต่

ผู้นำชิป เช่น NVIDIA, AMD, Intel และ Broadcom

ผู้นำหน่วยความจำและคลังข้อมูล AI เช่น SK Hynix, Micron, Western Digital และ Sandisk

กลุ่มการเชื่อมต่อความเร็วสูง Optical และ Photonics เช่น Lumentum, Corning และ Fabrinet

กลุ่มไฟฟ้าและระบบระบายความร้อน เช่น Vertiv และ Delta Electronics

บริษัทพัฒนาโมเดล AI รายใหญ่ที่กำลังจะ IPO เร็ว ๆ นี้ อย่าง Anthropic ที่เป็นเจ้าของ Claude และ OpenAI ที่เป็นเจ้าของ ChatGPT ก็ลงทุน ไปจนถึงโรงงานผลิตชิปใหญ่สุดในโลกอย่าง TSMC..

และก็ยังมีบริษัทใหญ่ที่ลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI พวกนี้ด้วย เช่น Alphabet, Tesla และ SpaceX สรุปได้กองนี้กองเดียวเก็บทุกบริษัท ที่อยู่ใน AI Supercycle

อีกเรื่องที่น่าสนใจก็คือ กองทุนนี้ บริหารแบบ Active
คอยติดตามหุ้นเทคโนโลยีประมาณ 1,500 บริษัท
แบ่งเป็น 6 กลุ่มใหญ่
38 กลุ่มย่อย
และ 88 อุตสาหกรรม..

นัดคุยกับบริษัท ประมาณ 1,000 ครั้ง ต่อปี
ติดตามการประกาศงบการเงิน มากกว่า 500 ครั้ง ต่อไตรมาส
สร้างโมเดลมาวิเคราะห์ 500 โมเดล

ทั้งหมดนี้ เพื่อคัดเลือกหุ้น 1,500 บริษัทในตะกร้า
ให้เหลือเพียง 20-40 บริษัทเน้น ๆ ในแต่ละช่วงเวลา

ซึ่งผู้บริหารจัดการกองทุนนี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน
แต่เป็น BlackRock บริษัทจัดการกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก

คอยเลือกหุ้น เลือกคอขวดให้ ว่าตอนไหนคอขวดไหนมีโอกาสสร้างผลตอบแทนให้พอร์ตการลงทุนธีม AI มากสุด โดยที่เราไม่ต้องคอยติดตามเองเลย..

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ LINE ID : @wealthx สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์

คำเตือน :
กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม Information Technology จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก สัดส่วนการลงทุนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการนำเสนอเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนําให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์แต่อย่างใด กระบวนการลงทุน และกรอบการลงทุน สามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
กองทุนนี้มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงโดยดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ในกรณีที่กองทุนไม่ได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

จัดทำขึ้น ณ วันที่ 27 มิ.ย. 69

Reference :
BAI ETF Prospectus ณ วันที่ 23 มิ.ย. 69

น้ำมันพรีเมียมที่ ดีที่สุด ในราคาที่ “ดีที่สุด”

เมื่อก่อนพี่เม่าคิดว่าน้ำมันออกเทน 95 ก็คือสุดทางของรถทั่วไปแล้ว
แต่ล่าสุด PTT Station เปิดตัว “SUPER POWERX 99”
ด้วยค่าออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในไทยด้วยสารเติมแต่งพรีเมียม
ระดับโลก

ยิ่งเลขออกเทนสูง ยิ่งทนแรงอัดในห้องเผาไหม้ได้ดีเยี่ยม ไม่ชิงระเบิดก่อนเวลา
(ลดอาการเครื่องสะดุด หรือที่สายรถเรียกว่าเครื่องน็อก)

นอกจากนี้ ยังอัดนวัตกรรมมาแน่น ๆ เลย
– อัดสารพรีเมียม 4 เท่าจากเยอรมนี ช่วยล้างเขม่าหัวฉีดให้สะอาด
– ใส่ New Friction Modifier ช่วยให้ลูกสูบลื่นไหล ลดแรงเสียดทาน
– ทนความร้อนได้ดีกว่า แต่ได้ความแรงที่บริสุทธิ์ที่สุด
– รองรับเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ล่าสุด Euro 6

SUPER POWERX 99 จึงเหมาะกับ “รถยนต์สมรรถนะสูง และคนรักรถทั่วไป” ที่ต้องการการตอบสนองที่เร็ว
แรง แต่สมูท และยืดอายุเครื่องยนต์ในระยะยาว

พี่เม่าบอกได้คำเดียวว่า “ต้องลอง !”

#superpowerX99 #ที่สุดของน้ำมัน #สุดทุกจังหวะ #PTTstation

กางแผนที่ล่าขุมทรัพย์ลับ ในน่านน้ำที่ถูกลืม

#SETINTHECITY2026 #SET #INVESTNOW

ช่วงนี้น่านน้ำแห่งการลงทุนคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะที่ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่ทำ All Time High กันไม่หยุด

ทว่าเรือลำเล็ก ๆ ของเหล่าเม่าที่มาช้าไป… ไม่อยากเสี่ยงเข้าไปลงทุนในต้นทุนที่ไม่ได้เปรียบมากนัก จึงเลือกหันหัวเรือมุ่งหน้าสู่น่านน้ำไทย น่านน้ำที่ยังพอมีโอกาสรออยู่

มาร่วมออกผจญภัย และสำรวจน่านน้ำไทยว่าจะมีขุมทรัพย์อะไรซ่อนอยู่บ้างไปพร้อม ๆ กันได้เลย

สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสใหม่ ๆ
สามารถพบกันได้ที่งาน SET in the City 2026 เทรนทุกก้าว ฟิตทุกสกิล เพื่อทุกเป้าหมายการลงทุน
วันที่ 20-21 มิถุนายน 2026 เวลา 10:00-19:00 น.
ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าฟรี ได้ที่ https://s.setth.org/lax
แล้วมาร่วมจัดพอร์ตแกร่ง อัปสกิลเทรด อัปเดตทุกเครื่องมือลงทุน ครบ จบในที่เดียว พร้อม ๆ กันที่ #SETintheCity2026

#MAOxSETINTHECITY

Disclaimer : การ์ตูนตอนนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ ผู้จัดทำมิได้ให้คำแนะนำในการเสนอซื้อหรือขาย หรือส่งเสริมให้มีการซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า รวมทั้งการซื้อขายกับผู้จัดทำ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ก่อนการตัดสินใจลงทุน

เปลี่ยนความสำเร็จเป็น Passive Income พร้อมส่งต่อความมั่งคั่ง ด้วย AIA Elite Income Prestige (UNIT LINKED)

#EliteIncomePrestige #AIATH #UnitLinked #WealthLifeBalance

ถ้าความสำเร็จในชีวิตเหมือนการพิชิตเอเวอเรสต์ กว่าจะพาตัวเองขึ้นไปถึงยอดเขาได้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

หลายคนทุ่มเททุกอย่างเพื่อขึ้นไปให้ถึงยอดเขา แต่กลับลืมไปว่าการลงจากยอดเขาอย่างปลอดภัยก็สำคัญไม่แพ้กัน

สำหรับคนที่มองหาจังหวะ ส่งต่อธุรกิจ หรือวางแผนเกษียณ AIA Elite Income Prestige (UNIT LINKED) คือตัวเลือกที่น่าสนใจ ด้วยการนำความมั่งคั่ง หรือความสำเร็จที่มีอยู่แล้ว มาต่อยอด สร้างโอกาสในการ รับรายได้อย่างสม่ำเสมอ เปลี่ยน ความมั่งคั่ง เป็นกระแสเงินสด ควบคู่ไปกับส่งต่อมรดกในมูลค่าที่มากกว่า อย่างมั่นคง

ถ้าอยากรู้ว่า AIA Elite Income Prestige (UNIT LINKED) เปลี่ยนความสำเร็จให้เป็นโอกาสในการสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ กระแสเงินสดได้อย่างไร ก็มาตามอ่านไปพร้อม ๆ กันเลย

#MAOxAIA

หมายเหตุ: ผู้ขอเอาประกันภัยควรศึกษาทำความเข้าใจรายละเอียดข้อกำหนดและเงื่อนไขของความคุ้มครอง รวมทั้งข้อยกเว้นไม่คุ้มครองของผลิตภัณฑ์ประกันภัย และเงื่อนไขที่เอไอเอประกาศ ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง • ข้อกำหนดและเงื่อนไขของความคุ้มครองจะระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยที่ออกให้กับผู้ถือกรมธรรม์ • การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะผลิตภัณฑ์ เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ (aia.co.th) • ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต • การทำประกันชีวิตแบบยูนิต ลิงค์ ไม่ใช่การฝากเงินและมีความเสี่ยง ผู้ขอเอาประกันภัยควรทำความเข้าใจลักษณะผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงรวมถึงศึกษา อ่านและทำความเข้าใจในเอกสารประกอบการเสนอขายและหนังสือชี้ชวนของกองทุน ก่อนตัดสินใจทำประกันภัยและลงทุน ซึ่งผู้ขอเอาประกันภัยอาจได้รับเงินคืนมากกว่าหรือน้อยกว่ามูลค่าเบี้ยประกันภัย ที่ถูกจัดสรรเข้ากองทุนรวม โดยหากผลการดำเนินงานของกองทุนรวมมีกำไร ผู้เอาประกันภัยจะได้รับผลตอบแทนสูง แต่หากผลการดำเนินงานของกองทุนรวมขาดทุน ผู้ขอเอาประกันภัยจะได้ผลตอบแทนต่ำหรือบางกรณีอาจขาดทุน กล่าวคือ ไม่ได้รับเงินลงทุนคืนเต็มจำนวน ทั้งนี้ กรมธรรม์นี้ไม่มีการรับประกันเงินส่วนของเงินลงทุน นอกจากนี้ กรณียกเลิก / เวนคืนกรมธรรม์ก่อนครบกำหนด ผู้ขอเอาประกันภัยอาจจะได้รับเงินคืนเป็นจำนวนน้อยกว่าเบี้ยประกันภัยที่จ่ายไปแล้วอีกด้วย

ในวันที่ชีวิตส่ง “บิลมาเซอร์ไพรส์” แบบไม่ทันตั้งตัว

ไม่ว่าจะเป็นหลังคารั่วต้องซ่อมด่วน ป่วยฉุกเฉินแต่เคลมประกันได้ไม่หมด รถคู่ใจดันเข้าอู่ในวันที่ต้องรีบใช้ แต่พอมองไปที่เงินเก็บ ดันมีเงินไม่พอให้จัดการทุกปัญหา

สินเชื่อ Krungsri iFIN เข้าใจว่าเรื่องด่วนรอไม่ได้
– ดอกเบี้ยต่ำสุด 9.99% ต่อปี 3 เดือนแรก*
– อนุมัติไวภายใน 1 วัน** ไม่ต้องรอนานจนปัญหาบานปลาย
– วงเงินจัดเต็มสูงสุดถึง 2 ล้านบาท หรือไม่เกิน 5 เท่าของรายได้
– สามารถเลือกระยะเวลาผ่อนชำระตามความพร้อมทางการเงิน

#KrungsrixMAO #KrungsriiFIN #KrungsriSimple

กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว | อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอกปกติ 21% – 25% ต่อปี
*ศึกษารายละเอียด เงื่อนไข และอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพิ่มเติมที่ www.krungsri.com
**รู้ผลอนุมัติภายใน 1 วัน นับจากวันที่ธนาคารได้รับข้อมูลและเอกสารประกอบการสมัครที่สมบูรณ์เข้าระบบครบถ้วน